บทที่ 7 [ตอนที่ 6]
[ตอนที่ 6]
“ลืมไปแล้วว่าชอบผู้หญิง”
บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด เมื่อชายหนุ่มในมาดภูมิฐานก้าวเข้ามา ผู้กองรุจแสดงบัตรประจำตัวตำรวจด้วยท่าทางสุภาพแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดตามแบบฉบับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน
“สวัสดีครับ ผมรุจนะครับ ร้อยตำรวจเอกศุภรุจ ศักดิ์ศิริเดช เป็นตำรวจที่รับแจ้งเหตุเมื่อคืนจะขอพบคุณหลิวครับ”
ปราณัฐน์รับบัตรมาดูอย่างพิจารณา เขาเผลอสำรวจรูปลักษณ์ของผู้มาเยือนอยู่ครู่หนึ่ง นายตำรวจคนนี้ดูดีจนน่าเหลือเชื่อ ท่วงท่าดูคล่องแคล่วและองอาจ ทว่าสิ่งที่ทำให้ปันรู้สึกสะกิดใจยิ่งกว่าคือปฏิกิริยาของคนบนเตียง
ปรวีร์ในร่างหลิวไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวตำรวจเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แววตาคู่นั้นดูเรียบเฉยและดูเหมือนจะชาชินกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นการเจอกันครั้งแรก
“ครับ เชิญครับ” ปราณัฐน์เดินนำผู้กองรุจเข้ามาที่ข้างเตียง
“สวัสดีครับ ผู้กองรุจ”
ปรวีร์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าลึก ๆ ในใจเขากลับรู้สึกอยากจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่เพื่อนรักมาถึงเสียที
“คุณหลิวที่โทรหาผมเมื่อคืนใช่ไหมครับ”
รุจถามพลางมองสบตากับดวงตากลมโตของคนบนเตียง แววตาของเพื่อนสนิทที่ซ่อนอยู่ในร่างเด็กหนุ่มทำให้รุจรู้สึกขนลุกซู่ แต่เขาก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ของนายตำรวจเอาไว้
“ครับ ผมเอง”
“วันนี้ผมไม่ได้พาพนักงานสอบสวนมาด้วย ผมไม่อยากพูดคุยอย่างเป็นทางการมากนัก ยังไงผมขออนุญาตญาติผู้ป่วยด้วยนะครับ”
รุจหันไปทางปราณัฐน์อย่างให้เกียรติ
“เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ไม่ได้มีการแจ้งความครับ เพียงแต่เป็นการแจ้งเหตุและในที่เกิดเหตุ เราไม่พบใครเลย”
ปราณัฐน์พยักหน้าช้า ๆ ความรู้สึกผิดที่หาใครไม่เจอเมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่
“ครับ ผมเองก็หาแล้วในระดับหนึ่ง ไม่เจออะไรนอกจากกองเลือด”
“ทางเราเก็บตัวอย่างเลือดไปแล้วนะครับ ถ้าเลือดที่เราเจอคือเลือดของเพื่อนผม ผมหมายถึงนายตำรวจที่ผมตามหา ผมคงจะแจ้งความด้วยตัวเอง”
น้ำเสียงของรุจสั่นวูบไปชั่วขณะเมื่อเอ่ยถึงเพื่อนสนิท ปรวีร์มองดูเพื่อนรักที่พยายามเก็บอาการอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะตัดสินใจดึงปราณัฐน์เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อลดความระแวง
“พี่ปัน” ปรวีร์เอ่ยเรียกเสียงหวานพลางตบที่ว่างบนเตียงเบา ๆ
“พี่ปันมานั่งตรงนี้หน่อยค่ะ ช่วยกันเล่าว่าเราเจออะไรกันมาบ้าง เมื่อคืนหนูตกใจ ไม่ทันได้สังเกตอะไรเลย”
ปราณัฐน์ขยับมานั่งลงข้างคนรัก แขนแกร่งโอบรอบไหล่บางไว้คล้ายจะปกป้อง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ส่วนตัวขึ้นมาเปิดรูปภาพที่เขาถ่ายไว้เมื่อคืนส่งให้ผู้กองรุจดู
“ตรงนั้นฝุ่นเยอะ นี่เป็นภาพที่ผมถ่ายเอาไว้นะครับ รอยเท้าสองรอยตรงนี้เป็นรอยเท้าของผมกับตัวเล็ก ส่วนรอยเลือดตรงนี้”
ผู้กองรุจรับมือถือไปขยายดูอย่างละเอียด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
“คนที่พาตัวเขาไปไม่ได้มีคนเดียว และมีการอุ้มพยุงในท่าที่ทำให้เลือดไม่ลากไปตามพื้น” ปราณัฐน์เอ่ย
ปรวีร์ที่นั่งอยู่ระหว่างคนทั้งสองรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในศูนย์บัญชาการชั่วคราว เขามองดู ‘คู่หู’ ในร่างเดิมกับ ‘คนรัก’ ในร่างใหม่ช่วยกันวิเคราะห์ที่เกิดเหตุด้วยความรู้สึกประหลาด
ใจหนึ่งเขารู้สึกดีที่เพื่อนเขารู้เรื่องไว แต่อีกใจเขาก็เริ่มกังวลเพราะถ้าปราณัฐน์ฉลาดและช่างสังเกตขนาดนี้ ความลับที่เขาสวมรอยเป็นหลิวจะถูกเปิดโปงเข้าสักวันแน่ ๆ แถมภาพรอยเลือดตรงหน้ามันยิ่งตอกย้ำความสงสัยในหัวของเขา
ร่างกายของเขาหายไปและน่าจะแน่นอนแล้วว่ามีคนพาไป ปรวีร์กัดริมฝีปากแน่น แววตาสั่นไหวภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูบอบบาง จนปราณัฐน์ต้องกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นด้วยความเป็นห่วง
บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นดูจะตึงเครียดขึ้นด้วยน้ำหนักของบทสนทนาที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย ปราณัฐน์นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมจ้องมองภาพรอยเลือดในมือถือสลับกับใบหน้าของนายตำรวจตรงหน้าด้วยความสงสัย
“พอจะบอกได้ไหมครับว่านายตำรวจที่ถูกยิงชื่ออะไร” ปราณัฐน์ถาม
ผู้กองรุจเหลือบตามองเพื่อนรักในร่างเด็กหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความสะเทือนใจไว้
“เพื่อนสนิทของผม ร.ต.อ.ปรวีร์ ธนรัชบริบาล เขาได้รับคำสั่งให้ไปสืบราชการลับเรื่องการหายตัวไปของคนห้าคน ครั้งสุดท้ายที่ผมได้คุยกับเขาคือเขากำลังตามผู้ต้องสงสัยไป”
ปรวีร์ที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ถึงกับลอบกลืนน้ำลาย แผ่นหลังบางเหยียดตรงขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อได้ยินชื่อจริงและภารกิจของตัวเองหลุดออกมาจากปากเพื่อนสนิท ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันตีรวนจนเขาอยากจะโพล่งความจริงออกไปใจจะขาด
“ปรวีร์... งั้นเหรอครับ”
ปราณัฐน์พึมพำชื่อนั้นเบา ๆ ราวกับจะสลักไว้ในความจำ
“ผมบอกได้เท่านี้นะ เพราะที่เหลือผมยังอยากให้เป็นความลับทางราชการอยู่ ต้องขอโทษด้วยนะครับ”
รุจตัดบทพลางเก็บมือถือส่งคืนให้ปราณัฐน์ ท่าทางเด็ดขาดนั้นทำให้คนฟังไม่กล้าซักไซ้ต่อ
“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นความลับของราชการ ผมพร้อมเข้าใจ”
ปราณัฐน์พยักหน้าอย่างเห็นใจ ก่อนจะปรับท่าทีให้ผ่อนคลายลงตามมารยาทเจ้าบ้านที่ดี
“กาแฟหน่อยไหมครับ ผู้กองรุจ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมแวะมาแป๊บเดียว”
รุจปฏิเสธอย่างสุภาพ ทว่าสายตากลับลอบสำรวจปฏิกิริยาของคนตัวเล็กบนเตียงอย่างถี่ถ้วน
“ผลเลือดจะทราบเมื่อไหร่ครับ”
ปราณัฐน์ถามต่อ แววตาแสดงออกถึงความอยากรู้อยากเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ จนปรวีร์แอบนึกขอบคุณที่ชายหนุ่มช่วยถามในสิ่งที่เขาเองก็อยากรู้
“ภายในอาทิตย์นี้ครับ”
รุจตอบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวเลยนะครับ ยังไงก็ขอบคุณมาก ๆ ที่แจ้งข่าว”
ปรวีร์มองตามร่างของเพื่อนรักที่กำลังจะเดินจากไป ความรู้สึกเบาโหวงแล่นเข้าจับหัวใจ เขาไม่รู้เลยว่าอาทิตย์หน้าที่ผลเลือดออก ร่างเดิมของเขาจะถูกพบในสภาพไหน หรือเขาจะต้องติดอยู่ในร่าง ‘หนูหลิว’ นี้ไปตลอดกาล
“เดี๋ยวความคืบหน้า ผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง”
รุจหันมาทิ้งท้าย ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้เตียงอีกนิดแล้วก้มหัวให้เล็กน้อย
“หายไว ๆ นะครับ คุณหลิว”
คำอวยพรนั้นแฝงไปด้วยความหมายนัยลึกที่รับรู้กันเพียงสองคน ปรวีร์สบตาเพื่อนรัก แววตาสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะรีบปรับให้เป็นปกติและส่งยิ้มบาง ๆ กลับไป
“ขอบคุณครับ ผู้กอง”
ปราณัฐน์เดินไปส่งแขกที่ประตูห้อง เมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็กลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง ปรวีร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนราบกับเตียงอย่างหมดแรง ความกังวลเรื่องร่างจริงที่หายไปบวกกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่มีต่อปราณัฐน์เริ่มทำให้สมองของเขาประมวลผลไม่ถูก
“ตัวเล็ก โอเคไหมคะ”
ปราณัฐน์เดินกลับมานั่งที่ข้างเตียง มือหนาเอื้อมมาลูบหัวปลอบโยน
“ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นล่ะ”
ปรวีร์มองหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักของเจ้าของร่างแล้วก็ได้แต่ตั้งคำถามในใจ ถ้าปราณัฐน์รู้ว่าตำรวจที่กำลังตามหา คือคนที่เขากำลังกอดอยู่นี้ ปราณัฐน์จะทำหน้ายังไง และความสัมพันธ์ ‘คะขา’ นี่มันจะจบลงที่ตรงไหนกันแน่
“ตัวเล็ก”
“อื้อ”
ปรวีร์ขานรับ สัญชาตญาณตำรวจบอกเขาว่าพายุกำลังจะมา
“ตัวเล็กรู้จักผู้กองรุจคนนี้ มาก่อนหน้านี้เหรอคะ”
ปรวีร์ใจกระตุกวูบ เขาพยายามรวบรวมสติแล้วใช้ลูกอ้อนเข้าสู้
“พี่ปัน ทำไมถามหนูแบบนั้น”
“รู้จักใช่ไหม”
ปราณัฐน์ย้ำคำถามเดิม น้ำเสียงกดต่ำลงจนน่ากลัว
“รู้จักใช่ไหมครับ”
“พี่ปัน โกรธหนูเหรอ”
ปรวีร์ถามเสียงสั่นเครือ เขาไม่ได้เสแสร้งทั้งหมดเพราะความกดดันจากคนตรงหน้ามันช่างมหาศาล ปรวีร์คิดว่าความประหม่าและความหวาดหวั่นนี้เกิดขึ้นกับเขาเพราะร่าง ๆ นี้ดูอ่อนแอและบอบบางเกินไป ไม่เหมือนร่างเดิมของเขาที่บุกตะลุยไปได้ทุกที และพร้อมเผชิญหน้ากับทุกคน
“เปล่าค่ะ พี่ปันสงสัย เลยอยากได้ความจริง”
ปรวีร์เม้มริมฝีปากแน่น สมองหมุนติ้ว ๆ เพื่อหาทางรอด
“หนูรู้จักเขา รู้จักตำรวจคนนั้นด้วย คนที่หนูขอร้องให้พี่ปันช่วยตามหาคนที่เขาตามอยู่คือพี่ชายของพี่ปัน เพราะแบบนั้นหนูถึงรู้จักเขา คุณตำรวจมาขอความช่วยเหลือจากหนู”
“เขาทำอะไรไม่ดี ตำรวจถึงต้องตาม”
ปราณัฐน์สวนกลับทันควัน แววตาแฝงความเจ็บปวดวูบหนึ่งเมื่อพูดถึงพี่ชาย
“ทำไมตัวเล็กถึงไปรู้จักกับตำรวจ ทำไมถึงรู้ว่าตำรวจคนนั้นถูกยิงแล้วอยู่ที่นั่น” ปราณัฐน์ถามอีก
“พี่ปันโกรธหนูเหรอ” ปรวีร์ยังคงใช้คำถามเดิมยื้อเวลา
“พี่ปันรู้สึกว่าตัวเล็กไม่ได้พูดความจริง ตัวเล็กลืมทุกเรื่องแต่กลับจำเบอร์โทร จำตำรวจคนนั้นได้ พี่ปันว่ามันแปลก มันแปลกตั้งแต่ตัวเล็กตื่นขึ้นมา แล้วพูดคำว่าวีร์ ถ้าพี่ปันเดาไม่ผิด นายตำรวจคนที่โดนยิงที่ตึกร้างนั้น ชื่อเล่นชื่อวีร์ ใช่ไหมคะ”
ความเงียบเข้าครอบงำภายในห้องพักฟื้นอีกครั้ง ปรวีร์รู้ตัวว่าเขาพลาดท่าให้กับความช่างสังเกตของปราณัฐน์เข้าเสียแล้ว
“เขาชื่อวีร์ครับ พี่ปันไม่โกรธหนูได้ไหม”
“เหนื่อยไหม พักก่อนไหมคะ” ปราณัฐน์ถามเสียงเย็นชา
“สนิทไหมกับตำรวจสองคนนั้น”
“หนูไม่สนิท”
“แล้วทำไมถึงรู้เรื่องพวกนั้น”
“หนูฝัน” ปรวีร์โพล่งออกไปสุดตัว แถสด ๆ แบบที่เจ้าตัวยังอยากตบหน้าตัวเองสักฉาด
“ฝันทั้งหมดเลย ตอนที่หลับไปหนูฝันแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย หนูเลยคิดว่าผีแน่ ๆ พี่ปันเชื่อหนูนะ พี่ปันจ๋า”
“ค่ะ เชื่อ พี่ปันเชื่อ” ชายหนุ่มตอบรับเหมือนตัดบทไปอย่างนั้น
“พี่ปันไม่เชื่อหนู” ปรวีร์ค้านเสียงอ่อน เมื่อเห็นอีกฝ่ายตอบส่ง ๆ
“เชื่อครับ อย่าคิดมาก พี่ปันอยากพักหน่อย พี่ปันจะงีบสักแป๊บ”
ปราณัฐน์ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาข้างเตียงแล้วหลับตาลง ท่าทางหมางเมินนั้นทำให้ปรวีร์รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ความอุ่นซ่านที่เคยได้รับหายไปทิ้งไว้เพียงความเย็นชาที่กัดกินใจ
“ก็ได้ พี่ปันไม่ต้องสนใจหนูก็ได้ หนูนอนก็ได้ พี่ปันไม่ต้องสนใจหนูหรอก” ปรวีร์พึมพำพลางพลิกตัวหันหลังให้ ความเงียบผ่านไปอึดใจใหญ่ ก่อนที่เสียงทุ้มจะดังขึ้นเบา ๆ
“งอนเหรอคะ”
“หนูงอนได้ไหมล่ะ อยู่ ๆ พี่ปันก็มาพูดครับกับหนู”
“พี่ปันขอโทษ พี่ปันหงุดหงิด ตำรวจคนเมื่อกี้หล่อ พี่ปันหวงตัวเล็ก”
คำสารภาพตรง ๆ ทำเอาปรวีร์ชะงัก เขาแอบยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“แล้วตัวเองไม่หล่อเหรอ รู้ตัวไหมล่ะว่าโคตรหล่อเลย”
ปรวีร์บ่นอุบอิบกับตัวเองเบา ๆ
“คนบ้าอะไร โคตรหล่อเลย แล้วเวลายิ้มคือโคตรดี”
“จริงเหรอคะ”
“เฮ้ย!!”
ปรวีร์สะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงนั้นดังอยู่ชิดใบหู ร่างสูงของปราณัฐน์โน้มลงมาหาเขาจากด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ จังหวะที่ปรวีร์หันกลับมามองด้วยความตกใจ กลายเป็นว่าแก้มนิ่มของเจ้าของร่างชนปลายจมูกโด่งของปราณัฐน์เข้าอย่างจัง สัมผัสอุ่นร้อนที่พวงแก้มทำเอาหัวใจของอดีตตำรวจสายสืบเต้นรัวเหมือนกลองรบ ใบหน้าของคนทั้งคู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น
ปราณัฐน์ไม่ได้ขยับหนี เขากลับเอียงใบหน้าลงมาช้า ๆ แววตาคมกริบบัดนี้เต็มไปด้วยความโหยหาและลึกซึ้ง ริมฝีปากหนากดลงบนริมฝีปากบางของปรวีร์อย่างแผ่วเบา ปรวีร์เบิกตากว้าง ถึงเขาจะเคยมีแฟนมาก่อน แต่นี่คือสัมผัสที่แนบชิดและถึงเนื้อถึงตัวเกินกว่าที่เขาเคยพบเจอ ลมหายใจอุ่น ๆ ของปราณัฐน์ระอยู่ข้างแก้ม กลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายขนมหวานจากคนตรงหน้ามอมเมาสติของเขาจนพร่าเลือน
ริมฝีปากที่ขบเม้มเบา ๆ อย่างนุ่มนวลทำให้ปรวีร์รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เขาค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ ยอมจำนนต่อรสสัมผัสที่ปราณัฐน์มอบให้ มือหนาของอีกฝ่ายเลื่อนมาสัมผัสที่แผ่นหลัง โอบกอดร่างบอบบางไว้ด้วยความอ่อนโยนแต่กลับเรียกร้องอยู่ในที
ปรวีร์ลืมสิ้นทุกอย่าง ทั้งเรื่องตึกร้าง เรื่องร่างที่หายไป ลืมแม้กระทั่งเรื่องที่ตนเองชอบผู้หญิงมาตลอด ความหล่อเหลาและความอ่อนโยนนี่ มันอันตรายเสียจริง ๆ
